จากการที่พวกเราได้ไปสังเกตการณ์พฤติกรรมการออกกำลังกายของนักศึกษา ภายในมหาวิทยาลัยศิลปากรพบว่ามีกีฬา
ทั้งหมด 10 ประเภทด้วยกัน ที่นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรนิยมเล่น คือ
1. กีฬาเปตอง
2. กีฬาฟุตบอล
3. กีฬา B-Boy
4. กีฬา ตะกร้อ
5. กีฬาบาสเกตบอล
6. กีฬาวอลเลย์บอล
7. กีฬาปิงปอง
8. กีฬาว่ายน้ำ
9. กีฬาแบดมินตัน
10. เต้นแอโรบิค

จากการสำรวจกีฬาภายในมหาวิทยาลัยศิลปากร สัมภาษณ์ และทำแบบสำรวจความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร 100 คน ว่าชอบเล่นกีฬาอะไรมากที่สุดจากกีฬา 10 ประเภทข้างต้น ได้ข้อสรุปว่ามีนักศึกษาศิลปากรชื่นชอบในการเล่นกีฬาฟุตบอลมากถึง 67 คนด้วยกัน เพราะฉะนั้นกีฬาที่เป็นกีฬายอดนิยมของชาวศิลปากรคือ กีฬาฟุตบอล ทั้งนี้เนื่องจาก นักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรส่วนใหญ่ที่เล่นกีฬาเป็นนักศึกษาเพศชาย โดยมักจะเล่นฟุตบอลกันในช่วงเย็นๆจนถึงเวลาค่ำหลังเลิกเรียน และภายในมหาวิทยาลัยศิลปากรก็มีสนามสำหรับเล่นกีฬาฟุตบอลมากถึง 5 สนามด้วยกัน ประกอบด้วย

1. สนามหน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร

2. สนามบริเวณ sport complex

3. สนามหญ้าข้าง sport complex

4. สนามข้างหลังคณะวิทยาศาสตร์

5. สนามหน้าหอพักทับแก้ว 2

ทำให้มีสนามสำหรับเตะฟุตบอลเพียงพอต่อความต้องการของนักศึกษา ทั้งนี้การที่นักศึกษาชายนิยมเล่นกีฬาฟุตบอลก็เพื่อเป็นการใช้เวลาว่างให้ เป็นประโยชน์และเป็นการผ่อนคลายความเครียดจากการเรียนมาตลอดทั้งวันกีฬาชนิดนี้ให้ทั้งความสนุกและมิตรภาพ เพราะเป็นกีฬาที่ต้องเล่นเป็นกลุ่ม ทำให้ผู้เล่นได้เรียนรู้นิสัยซึ่งกันและกัน รู้จักการปรับตัวเข้าหากลุ่มเพื่อนใหม่ๆ ที่บางครั้งอาจจะไม่ได้เรียนในคณะเดียวกัน แต่ก็สามารถมารวมตัวเพื่อเล่นกีฬาชนิดเดียวกันได้ รู้จักการให้อภัย เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือเกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้นระหว่างเกมการแข่งขัน รู้แพ้รู้ชนะ รู้จักควบคุมอารมณ์ ไม่นำความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเกมมาเป็นอารมณ์ทะเลาะกันนอกสนาม รู้จักความสามัคคี เพื่อที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

ไม่เพียงแค่กีฬาฟุตบอลเท่านั้นที่มีประโยชน์ กีฬาทุกชนิดก็ล้วนมีประโยชน์ในตัวของมันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบาสเกตบอล วอลเลย์บอล เทนนิส แบดมินตัน เปตอง ปิงปอง แบดมินตันรวมไปถึงว่ายน้ำด้วย ทุกชนิดกีฬาที่กล่าวมาล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น อย่างน้อยก็ทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง มีภูมิต้านทาน ไม่อ่อนแอ และป่วยเป็นโรคได้ง่ายๆ
เพราะฉะนั้น เราทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย ในขั้นแรกอาจจะเริ่มจากการวิ่งเหยาะๆอยู่กับที่ก่อนเพื่อที่จะปรับร่างกาย ให้เริ่มชินกับการออกกำลังกายก่อนที่จะไปเล่นกีฬาประเภทอื่นๆที่หนักกว่านี้ ต่อไป

กีฬาปิงปอง

Posted: กันยายน 7, 2010 in ปิงปอง

ประวัติกีฬาปิงปอง

ที่ มาของกีฬาเทเบิลเทนนิส (Table tennis) หรือปิงปอง ยังไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด ไม่มีประวัติความเป็นมาในสมัยโรมันหรือกรีกเช่นเดียวกับกีฬาประเภทอื่น แม้รัสเซียก็เคยอ้างว่าเป็นผู้คิดค้นมาก่อนใคร แต่อังกฤษอ้างว่าตนเป็นต้นกำเนิดแล้วก็ไม่มีใครไปคัดค้าน แต่มีผู้สันนิษฐานว่ามีที่มาเช่นเดียวกับลอนเทนนิส แต่แหล่งกำเนิดยังเป็นที่สงสัย Frank Monke ได้เขียนแนะนำไว้โดยให้ข้อสันนิษฐานว่ากำเนิดมาจากกีฬา 2 ชนิดคือ

1. กีฬาในร่มของเทนนิส เริ่มเล่นครั้งแรกในรัฐแมสซาชูเซตส์ ราวศตวรรษที่ 19 ( พ.ศ. 2433)

2. สันนิษฐานว่าเริ่มเล่นในอินเดีย โดยทหารอังกฤษได้นำมาเล่นเป็นกีฬากลางแจ้ง การเล่นจะใช้ไม้กระดานเป็นตาข่ายแบ่งแดน บ้างก็ว่ากำเนิดมาจากแอฟริกาใต้ แต่ที่หาหลักฐานได้คือ อังกฤษมีการโฆษณาเกี่ยวกับอุปกรณ์การเล่นเทเบิลเทนนิสชายในหนังสือกีฬาของ อังกฤษเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2423 แต่ลูกที่ใช้ในสมัยนั้น ( พ.ศ. 2393) ใช้ลูกบอลทำด้วยไม้ก๊อกหรือยางแข็ง ซึ่งแข็งเกินไป

เต้นแอโรบิค

Posted: กันยายน 7, 2010 in แอโรบิค

เต้นแอโรบิค

การ เต้นแอโรบิค(Aerobic Exercise) คือการออกกำลังบริหารร่างกายเพิ่มการเผาผลาญด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายทุก ส่วน โดยประยุกต์ท่ากายบริหารให้เข้ากับจังหวะดนตรีต่างๆการเต้นแอโรบิคเป็นการ ออกกำลังกายที่เหมาะกับทุกคนและการเต้น แอโรบิคสำคัญสำหรับนักเพาะกายเป็นอย่างมาก การเต้นแอโรบิค นอกจากจะไม่สลายกล้ามเนื้อตามที่เข้าใจแล้ว การเต้นแอโรบิค กลับทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นอีกด้วย

ขั้นตอนในการฝึกเต้นแอโรบิค มี 3 ช่วง ได้แก่

1.ช่วงเตรียมความพร้อม ประกอบ ด้วย การบริหารข้อต่อสัดส่วนต่างๆของร่างกายและการยืดกล้ามเนื้อในช่วงนี้ควรจะมี ชีพจรเต้นอยู่ระหว่าง 100 ครั้งต่อนาที ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที

2.ช่วงแอโรบิค จำเป็นต้องแบ่งความหนักเบาของกิจกรรม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพของผู้เข้าร่วมจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ชีพจรขณะเต้น ประมาณ 60-80% ของชีพจรสูงสุดและจะต้องคำนึงถึงลักษณะและชนิดของการเคลื่อนไหวเป็นหลัก คือให้ทุกส่วนของร่างกายได้เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

3.ช่วงผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เป็น การบริหารกายเฉพาะส่วนและเป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ โดยเน้นที่การยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างช้าๆ เพื่อเข้าสู่ภาวะปกติ การผ่อนคลายจะหยุดค้างในท่านั้นๆประมาณ 5-20 วินาที ส่วนชีพจรควรต่ำกว่า 100 ครั้งต่อนาที

ประโยชน์ของแอโรบิค

1. ช่วยสลายไขมัน ไขมันสะสมที่อยู่ในร่างกาย ถูกนำไปใช้เผาผลาญเป็นพลังงาน และยังช่วยทำให้มีการสะสมสารต้นกำเนิดพลังงานและสารที่เกี่ยวข้อง คือไกลโคลเจน เกลือแร่ ฯลฯ อีกด้วย

2. ระบบกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น สามารถเกร็งและคลายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีอวัยวะของร่างกายทำงานที่สมดุลกัน และทำให้รูปร่างสวย เพรียวกระชับสมส่วนขึ้น

3. ระบบการไหลเวียนของโลหิต การเต้นแอโรบิคช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น การสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น หลอดเลือดต่างๆ มีความยืดหยุ่นดีขึ้น สามารถช่วยเพิ่มประมาณและคุณภาพของเม็ดเลือดแดง นอกจากนี้ยังจะช่วยทำให้ชีพจรและความดันโลหิตกลับเข้าสู่สภาพปกติได้อีกด้วย

4. ระบบการหายใจ ช่วยให้ ปอดและถุงลมมีความยืดหยุ่นได้ดีขึ้น ระบบทางเดินหายใจ และ กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น

5. ระบบเผาผลาญอาหารในร่างกาย ช่วยเพิ่มอัตราความเร็วของขบวนการเผา ผลาญอาหารให้เป็นพลังงานของร่างกาย ลดไขมันส่วนเกินช่วยทำลายเซลล์เสื่อมสภาพต่าง ๆ เพื่อเร่งให้ร่างกายสร้างเซลใหม่ๆ ขึ้นมาแทนที่ และยังช่วยระบบย่อยอาหารให้ทำงานดีขึ้น นอนหลับสบาย เมื่อตื่นขึ้นจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ทำงานได้อย่างกระฉับกระเฉง

6. ระบบควบคุมประสาททำงานดีขึ้น ช่วยทำให้ร่างกายปรับสมดุลของระบบประสาทอัตโนมัติและระบบต่อมไร้ท่อ ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนต่างๆ ออกมาอย่างเป็นปกติ

7. กล้ามเนื้อระบบประสาททำงานดีขึ้น ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทสำหรับผู้ที่เคร่งเครียดกับการทำงานหนัก

8. เสริมบุคลิกที่ดี ทำให้ควบคุมร่างกายได้ดีขึ้น ร่างกายโดยรวมมีความอ่อนตัว และเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้น ทำให้อารมณ์เบิกบานและจิตใจแจ่มใส

9. อารมณ์ดีคลายความเครียด ขณะออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดฟีน ซึ่งเป็นสารก่อให้เกิดความสุข การเต้นแอโรบิค ไม่ได้มีการแข่งขัน จึงไม่มีความเครียด ซึ่งต่างกับการออกกำลังกายที่เน้นการแข่งขัน ร่างกายจะหลั่งสารคนละตัว มีชื่อว่า อดีนาลีน ซึ่งตัวนี้ จะก่อให้เกิดความเครียด ผลของการออกกำลังกายจะต่างกัน รูปร่างหน้าตาจะสดใสต่างกัน

กีฬาแบดมินตัน

Posted: กันยายน 7, 2010 in แบดมินตัน

กีฬาแบดมินตัน

ประวัติความเป็นมา

กีฬาแปดมินตัมเชื่อว่ามีการเล่นครั้งแรกที่ยุโรปสมัยตอนปลายศตสรรษที่ 17 แต่ไม่มีหลักฐานอย่างแน่ชัดว่าเล่นกันแพร่หลายในหมู่พระราชวงศ์ของสำนักต่างๆ และมีชื่อเรียกต่างกันไปด้วย

ประวัติ ของกีฬาแบดมินได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานที่แน่นอนในปี ค.ศ. 1870 คือ กีฬาลูกขนไก่เกิดขึ้นที่ประเทศอินเดีย เมืองปูนา ภายหลังนายทหารอังกฤษ ที่ประจำการอยู่ที่นั่นนำเอาการเล่นแบบนี้ไปเผยแพร่ที่ประเทศอังกฤษและเป็น ที่นิยมอย่างกว้างขาวง โดยเฉพาะที่คฤหาสน์ “แบดมินตัน” ของดยุคแห่งบิวฟอร์ด และกีฬาลูกขนไก่ก็มีชื่อเรียกว่า “แบดมินตัน” ต่อมาชาวยุโรปี่อพยพไปอยู่อเมริกา นำเอากีฬานี้ไปเผยแพร่ด้วย ร่วมทั้งประเทศอื่นๆในทวีปเอเชียก็ได้รับการเผยแพร่ต่อๆกันมา

สมาคม แบดมินตันได้ตั้งขึ้นในประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ.1893 โดยเรียกว่า “สมาคมแบดมินตันแห่งประเทศอังกฤษ หรือเรียกว่า”ออลอิงแลนด์” โดยเริ่มจัดตั้งอต่ปี ค.ศ.1889 และในปี ค.ศ. 1934 ได้ตั้งสหพันธ์แบดมินตันระหว่างชาติขึ้นโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงลอนดอน มีบทบาทในการกำหนด และควบคุมระเบียบข้อบังคับและกติกาด่างๆ ของเกมแบดมินตันทั่วโลก ปัจจุบันมีประเทศที่อยู่ในเครือสมาชิกกว่า 60 ประเทศ

เซอร์ จอร์ช โธมัส เป็นนักแบดมินตันของอังกฤษที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานสหพันธ์คนแรก เขาได้มอบถ้วยโธมัส สำหรับการแข่งขันแบดมินตันชิงชนะเลิศ กีฬาแบดมินตันเป็นที่นิยมเล่นทั้งชายและหญิง สหพันธ์จึงจัดให้มีการแข่งขันแบดมินตันสำหรับสตรีขึ้น โดยได้รับถ้วยรางวัลซึ่งบริจาคโดย มิสซิส เอช. อูเบอร์ อดีตนักกีฬาแบดมินตันของอังกฤษ เรียกว่า “อูเบอร์คัพ” เริ่มจัการแข่งขันเมื่อปี 1955 สำหรับการแข่ง “ออลอิงแลนด์” ถือเป็นการแข่งขันประจำปี วงการแบดฯจะยกย่องผู้ที่ชนะเลิศในประเภทต่างๆ ว่าเป็นแชมเปี้ยนโลกอย่างไม่เป็นทางการเสมอ


กีฬาเปตอง

Posted: กันยายน 7, 2010 in เปตอง
ป้ายกำกับ:,

กีฬาเปตองเบี้องต้น

ประวัติความเป็นมากีฬาเปตองในประเทศไทย
กีฬาเปตองได้เริ่มเข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2518 โดยการริเริ่มของนายจันทร์ โพยหาญ นำกีฬาเปตองเข้ามาเผยแพร่ให้คนรู้จัก อย่างเป็นทางการคนแรก นายจันทร์ โพยหาญได้ร่วมกับนายศรีภูมิ สุขเนตร ซึ่งเป็นอดีตนักเรียนเก่าฝรั่งเศส ซึ่งมีความรู้ความสามารถในด้านกีฬาเปตองเป็นอย่างดี ได้ร่วมกันจัดตั้งสมาคมเปตอง และโรปวังซาล แห่งประเทศไทย ขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2519 โดยมีนายศรีภูมิ สุขเนตร เป็นนายกสมาคมคนแรกเมื่อจัดตั้งสมาคมเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการได้ช่วยกันรณรงค์เผยแพร่ และสาธิตการเล่นเปตองมาโดยตลอด แต่ไม่ได้รับความสำเร็จเท่าที่ควร
ต่อมาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนีทรงช่วยส่งเสริม และเผยแพร่ให้อีกทางหนึ่ง โดยทรงรับสั่งให้จัดการแข่งขันเปตองชิงชนะเลิศภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้น ซึ่งพระองค์ท่านและสมเด็จพระพี่นางเอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาฯ ทรงได้ลงร่วมทำการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย และอีกหลาย ๆ รายการจึงให้สมญานามกีฬาเปตองว่า “กีฬาสมเด็จย่า”
ใน พ.ศ. 2527 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ รับสมาคมเปตองและโปรวังซาล แห่งแระเทศไทย ไว้ในพระอุปถัมภ์ และวันที่ 22 เมษายน 2530 เปลี่ยนชื่อสมาคมเปตองฯ เป็นสหพันธ์เปตอง แห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ สำนักงานตั้งอยู่ที่ 2088 อินเดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก กรุงเทพฯ ปัจจุบันกีฬาเปตอง มีการบรรจุเข้าในการแข่งขันกีฬา ของส่วนราชการต่าง ๆ รวมทั้งภาคเอกชนด้วย เช่น กีฬาแห่งชาติ กีฬาเขตการศึกษา กีฬากองทัพไทย กีฬามหาวิทยาลัย กีฬาของกระทรวงต่าง ๆ กีฬารัฐวิสาหกิจ เป็นต้น

กีฬาฟุตบอล

Posted: กันยายน 4, 2010 in ฟุตบอล
ป้ายกำกับ:,

กีฬาฟุตบอล : Football

ฟุตบอล หรือ ซอกเกอร์ เป็นกีฬาประเภททีมที่เล่นระหว่างสองทีมโดยแต่ละทีมมีผู้เล่น11คน โดยใช้ลูกฟุตบอล เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายว่าเป็นกีฬาที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในโลก

โดยจะเล่นในสนามหญ้าสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือ สนามหญ้าเทียม โดยมีประตูอยู่กึ่งกลางที่ปลายสนามทั้งสองฝั่ง เป้าหมายคือทำคะแนนโดยพาลูกฟุตบอลให้เข้าไปยังประตูของฝ่ายตรงข้าม ในการเล่นทั่วไปผู้รักษาประตูจะเป็นผู้เล่นเพียงที่สามารถใช้มือหรือแขนกับลูกฟุตบอลได้ ส่วนผู้เล่นอื่นๆจะใช้เท้าในการเตะลูกฟุตบอลไปยังตำแหน่งที่ต้องการ บางครั้งอาจใช้ลำตัว หรือ ศีรษะ เพื่อสกัดลูกฟุตบอลที่ลอยอยู่กลางอากาศ โดยทีมที่ประตูได้มากกว่าจะเป็นผู้ชนะ ถ้าคะแนนเท่ากันให้ถือว่าเสมอ แต่ในบางเกมที่เสมอกันในช่วงเวลาปกติแล้วต้องการหาผู้ชนะจึงต้องมีการต่อเวลาเศษ และ/หรือยิงลูกโทษขึ้นอยู่กับกฎระเบียบของรายการแข่งขันนั้นๆ

โดยกฎกติการการเล่นสมัยใหม่จะถูกรวบรวมขึ้นในประเทศอังกฤษ โดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ในปีพ.ศ. 2406 ได้กำเนิดLaws of the Gameเพื่อเป็นแนวทางกติกาการเล่นในปัจจุบัน ฟุตบอลในระดับนานาชาติจะถูกวางระเบียบโดยฟีฟ่า ซึ่งรายการแข่งขันที่มีเกียรติสูงสุดในระดับนานาชาติคือการแข่งขันฟุตบอลโลกซึ่งจะจัดขึ้นทุกๆ 4 ปี

สนามฟุตบอลและขนาดมาตรฐาน

กีฬาB-Boy

Posted: กันยายน 4, 2010 in b--boy
ป้ายกำกับ:,

::~ ประวัติ BBoy ~::

คำว่า B-Boying นั้นมีรากศัพท์มาจากภาษาของชนชาติแอฟริกัน คือ คำว่า “Boioing” หมายความว่า “กระโดด,โลดเต้น” และถูกใช้ในแถบ ‘Bronx River’ ในการเรียก รูปแบบการเต้นเบรกกิ้งของกลุ่มชาวบีบอย ตัว B ในคำว่า Bgirl : Bboy นั้นย่อมาจาก Break-Girl : Break-Boy (บางทีก็หมายถึง Boogie หรือ Bronx) B-Boying นั้นยังเป็นที่รู้จักในชื่อ “เบรกกิ้ง” หรือ เบรคแด๊นซ์” (อันหลังได้รับการบัญญัติโดยสื่อมวลชน)

Breaking นั้นเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Rocking มาก่อน เป็นการสะท้อนของ อิทธิพลจากชนชาวแอฟริกัน อเมริกัน หรือวัฒนธรรมชาวลาติน(เปอโตริกัน) ซึ่งมาพร้อมกับการอพยพ และ ปักฐานที่กรุงนิวยอร์กในช่วงปลายยุค60นั่นเอง “เบรกกิ้ง” เป็นการเต้นที่ได้รับอิทธิพลจากการเต้นหลากหลายรูปแบบ ทั้งท่วงท่าจากกีฬายิมนาสติก รวมถึงจากศิลปะการเคลื่อนไหวของโลกตะวัน ออกอีกด้วย เป็นที่คาดคิดกันว่า เบรคกิ้ง หรือเบรคแด๊นซ์นั้นมีรากฐานมาจาก

คาโปเอร่า หรือ ‘Capoeira’ คำว่า เบรค (Break)นั้นเป็นช่วงของจังหวะดนตรีที่ดุดันและเร้าใจ ในช่วง จังหวะนี้เหล่านักเต้นจะแสดงอารมณ์ด้วยท่าเต้นที่จะดึงดูดสายตาที่สุดเลยทีเดียว เรียกว่ามีอะไรก็เอามาโชว์ให้หมด


ประวัติตะกร้อในประเทศไทย
ประวัติตะกร้อไทย ในสมัยโบราณนั้นประเทศไทยเรามีกฎหมายและวิธีการลงโทษผู้กระทำความผิด โดยการนำเอานักโทษใส่ลงไปในสิ่งกลมๆที่สานด้วยหวายให้ช้างเตะ แต่สิ่งที่ช่วยสนับสนุนประวัติของตะกร้อได้ดี คือ ในพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาของรัชกาลที่ 2 ในเรื่องมีบางตอนที่กล่าวถึงการเล่นตะกร้อ และที่ระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเขียนเรื่องรามเกียรติ์ ก็มีภาพการเล่นตะกร้อแสดงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้
โดยภูมิศาสตร์ของไทยเองก็ส่งเสริมสนับสนุนให้เราได้ทราบประวัติของตะกร้อ คือประเทศของเราอุดมไปด้วยไม้ไผ่ หวายคนไทยนิยมนำเอาหวายมาสานเป็นสิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงการละเล่นพื้นบ้านด้วย อีกทั้งประเภทของกีฬาตะกร้อในประเทศไทยก็มีหลายประเภท เช่น ตะกร้อวง ตะกร้อลอดห่วง ตะกร้อชิงธงและการแสดงตะกร้อพลิกแพลงต่างๆ ซึ่งการเล่นตะกร้อของประเทศอื่นๆนั้นมีการเล่นไม่หลายแบบหลายวิธีเช่นของไทยเรา
การเล่นตะกร้อมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาตามลำดับทั้งด้านรูปแบบและวัตถุดิบในการทำจากสมัยแรกเป็นผ้า, หนังสัตว์, หวาย, จนถึงประเภทสังเคราะห์ (พลาสติก)

กีฬาบาสเกตบอล : Basketball

บาสเกตบอล ( Basketball ) เป็นกีฬาประจำชาติอเมริกัน ถูกคิดขึ้น เพื่อต้องการช่วยเหลือบรรดาสมาชิก Y.M.C.A. ได้เล่นกีฬาในฤดูหนาว เนื่องจากในช่วงฤดูหนาวสภาพพื้นภูมิประเทศโดยทั่วๆไป ถูกหิมะปกคลุม อันเป็นอุปสรรคในการเล่น

กีฬากลางแจ้ง เช่น อเมริกันฟุตบอล เบสบอล คณะกรรมการสมาคม Y.M.C.A. ได้พยายามหาหนทางแก้ไขให้บรรดาสมาชิกทั้งหลายได้เล่นกีฬาในช่วงฤดูหนาวโดยไม่บังเกิดความเบื่อหน่าย

ในปี ค.ศ.1891 Dr.James A.Naismith ครูสอนพลศึกษาของ The International Y.M.C.A. Training School อยู่ที่เมือง Springfield รัฐ Massachusetts ได้รับมอบหมายจาก Dr.Gulick ให้เป็นผู้คิดค้นการเล่นกีฬาในร่มที่เหมาะสมที่จะใช้เล่นในช่วงฤดูหนาว Dr.James ได้พยายามคิดค้นดัดแปลงการเล่นกีฬาอเมริกันฟุตบอลและเบสบอลเข้าด้วยกันและให้มีการเล่นที่เป็นทีม

ในครั้งแรก Dr.James ได้ใช้ลูกฟุตบอลและตะกร้าเป็นอุปกรณ์สำหรับให้นักกีฬาเล่น เขาได้นำตะกร้าลูกพีชไปแขวนไว้ที่ฝาผนังของห้องพลศึกษา แล้วให้ผู้เล่นพยายามโยนลูกบอลลงในตะกร้านั้นให้ได้ โดยใช้เนื้อที่สนามสำหรับเล่นให้มีขนาดเล็กลงแบ่งผู้เล่นออกเป็นข้างละ 7 คน ผลการทดลองครั้งแรกผู้เล่นได้รับความสนุกสนานตื่นเต้น แต่ขาดความเป็นระเบียบ มีการชนกัน ผลักกัน เตะกัน อันเป็นการเล่นที่รุนแรง

ในการทดลองนั้น ต่อมา Dr.James ได้ตัดการเล่นที่รุนแรงออกไป และได้ทำการวางกติกาห้ามผู้เล่นเข้าปะทะถูกเนื้อต้องตัวกัน นับได้ว่าเป็นหลักเบื้องต้นของการเล่นบาสเกตบอล Dr.James จึงได้วางกติกาการเล่นบาสเกตบอลไว้เป็นหลักใหญ่ๆ 4 ข้อ ด้วยกัน คือ

1. ผู้เล่นที่ครอบครองลูกบอลอยู่นั้นจะต้องหยุดอยู่กับที่ห้ามเคลื่อนที่ไปไหน
2. ประตูจะต้องอยู่เหนือศีรษะของผู้เล่น และอยู่ขนานกับพื้น
3. ผู้เล่นสามารถครอบครองบอลไว้นานเท่าใดก็ได้ โดยคู่ต่อสู้ไม่อาจเข้าไปถูกต้องตัวผู้เล่นที่ครอบครองบอลได้
4. ห้ามการเล่นที่รุนแรงต่างๆโดยเด็ดขาด ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายจะต้องไม่กระทบกระแทกกัน

เมื่อได้วางกติกาการเล่นขึ้นมาแล้วก็ได้นำไปทดลอง และพยายามปรับปรุงแก้กไขระเบียบดีขึ้น เขาได้พยายามลดจำนวนผู้เล่นลงเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกัน จนในที่สุดก็ได้กำหนดตัวผู้เล่นไว้ฝ่ายละ 5 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่เหมาะสมที่สุดกับขนาดเนื้อที่สนาม


อ้างอิง :
ข้อมูลภาพเคลื่อนไหวจากเว็บไซต์ Athens 2004 (http://www.athens2004.com)
หน่วยศึกษานิเทศน์, สำนักนิเทศและพัฒนามาตรฐานการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, กระทรวงศึกษาธิการ. คู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. 2541.
http://www.siamsport.co.th